สารคดี ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๙๖ เดือน มิถุนายน ๒๕๔๔ "สุภาพบุรุษ-มนุษยภาพ"ศรีบูรพา"-กุหลาบ สายประดิษฐ์"

ตัดกำลังบิ๊กค้าปลีก : พื้นที่และโอกาสของโชห่วย

ตัดกำลังบิ๊กค้าปลีก : พื้นที่และโอกาสของโชห่วย
(ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณ คลิกที่นี่)
วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ : รายงาน
ชัยชนะ จารุวรรณากร : ภาพ
    ความไม่เหมือนกันระหว่างห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือ discount store กับร้านค้าปลีกรายย่อยที่เรียกกันว่า "โชห่วย" (โดยไม่รวมวิธีตั้งชื่อร้าน) อาจพิจารณาได้ง่าย ๆ จากตารางต่อไปนี้
  ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โชห่วย
ทุน มาก/คนน้อยแต่มีประสิทธิภาพ น้อย/คนมาก
โครงสร้าง อาคารขนาดใหญ่ชั้นเดียว ห้องแถว ชั้นบนอยู่อาศัย
การบริหาร ระบบบริษัท ครอบครัว
ลักษณะสินค้า หลากหลาย จำกัดประเภท
ราคาสินค้า ราคาส่ง/กำหนดตายตัว ไม่ติดราคา/ต่อรองได้
คนขาย ลูกค้าไม่รู้จัก/สวมเครื่องแบบ  รู้จักกันดี (ส่วนมาก) /ไม่สวม เครื่องแบบ
อื่น ๆ นำเสนอพนักงานขาย (ว่ารอบรู้ ร่าเริง มีวินัย มีอัธยาศัย ฯลฯ) ไม่นำเสนอ
จัดรายการลดแหลกเสมอ ๆ ไม่เคยจัดรายการ
สามารถเข้าไปเดินเล่นได้ (โดยได้รับการสอดส่อง) ไม่เหมาะแก่การเดินเล่น
ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการ แรงงานคนทั้งหมด
บริการอื่น เช่น ธนาคาร, เสียค่าน้ำ ประปา, รถเข็น  ไม่มี
จัดกิจกรรมทางสังคม เช่น การแสดง ไม่มี
ที่จอดรถกว้างขวาง ไม่มี

    จะด้วยความต่างดังกล่าวหรือเหตุอื่นก็ตาม ผลลัพธ์ บรรยากาศการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในเมือง อาจพิจารณาง่าย ๆ จากคำกล่าวของลูกค้าผู้หนึ่ง*
    "ตอนนี้คาร์ฟูร์ลดราคาสินค้าพิเศษกว่าเดิม โดยเฉพาะสินค้าบางอย่าง ที่จะขายในราคาที่พิเศษสุด ๆ แค่วันเดียว รายการนี้มีแค่ ๑๖ วันเท่านั้น แต่ลดไม่ซ้ำกันเลย อย่างนี้ต้องหาเวลาไปซื้อ จะได้มีของถูกติดมือกลับบ้านทุกวัน"
    สอดคล้องกับผลการสำรวจทัศนคติ และพฤติกรรมคนไทยต่อธุรกิจค้าปลีกโดย กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับ "เอแบค" เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ชี้ว่า คนไทยร้อยละ ๘๖.๒ นิยมเลือกใช้บริการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ห้างค้าปลีก (ต่างชาติ) ขนาดใหญ่ เพียงร้อยละ ๓๙.๓ ของกลุ่มตัวอย่างเลือกซื้อจากร้านค้าปลีกทั่วไป ห้างโลตัส ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง ในกลุ่มธุรกิจประเภทนี้ หรือร้อยละ ๒๘.๓ อันดับสอง บิ๊กซี ร้อยละ ๒๑.๙ อันดับสามและสี่ ค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือแม็คโคร ร้อยละ ๑๕.๓ และคาร์ฟูร์ ร้อยละ ๑๔.๒ ด้วยเหตุผลที่ว่า สินค้าราคาถูกและได้รับความสะดวกสบาย
    การวิจัยเชิงสำรวจดังกล่าว ได้วิเคราะห์ลงในรายละเอียดด้วยว่า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เหล่านี้ เป็นร้านค้าปลีกที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นชาวต่างชาติ
    กล่าวได้ว่า ห้าง/ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจการค้าแบบใหม่ หรือ modern trade ที่ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจสองรูปแบบ คือ discount store หรือ hyper market ซึ่งเน้นด้านราคา และ convenion store ซึ่งเน้นจำนวนสาขา ความสะดวกสบาย เปิดบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง
    ธุรกิจรูปแบบดังกล่าวเพิ่งถูกนำเข้าประเทศไทย เมื่อราวต้นทศวรรษ ๑๙๙๐ ทั้งในลักษณะร่วมทุนกับอย่างชาติ และนักลงทุนชาวไทยเป็นเจ้าของ ที่แน่ชัดคือ สัดส่วนการครอบครองหุ้นของนักลงทุนชาวไทยสูงกว่าปัจจุบัน ทว่าผลพวงจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๑๙๙๗ และผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่ในประเทศไทยตกเป็นของชาวต่างชาติ
    โดยตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใหญ่ ๆ แต่เหนือจรดใต้มีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งสิ้นประมาณ ๙๐ แห่ง ผู้เข้าใช้บริการหรือผู้บริโภคตกราววันละ ๑.๖-๒ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๓๕ ของธุรกิจค้าปลีกไทยมูลค่ารวมประมาณ ๕ แสนล้านบาท และประเมินกันว่าสัดส่วนของค้าปลีกแบบใหม่ จะเพิ่มเป็นร้อยละ ๕๐ ในระยะสองปีข้างหน้า ตัวอย่างจาก เทสโก้โลตัสปัจจุบันมี ๒๗ สาขาทั่วประเทศ และกำลังจะเปิดอีกอย่างน้อย ๒ สาขาในปีนี้ คาร์ฟูร์ ๑๑ สาขา โดย ๑๐ สาขาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และเป้าหมายจะเปิดอีก ๔ สาขา
    ภาวะบูมของดิสเคาน์สโตร์ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกของไทย โดยเฉพาะ "โชห่วย" ผู้ค้าปลีกรายย่อยแบบดั้งเดิม ที่รู้จักกันในภาษาการตลาดว่า conventional trade ได้รับผลกระทบจากคู่แข่งที่มีความชำนาญด้านการบริหารการจัดการ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงาน มีเงินทุนสูงกว่าผู้กระกอบการชาวไทย ทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยหลายรายประสบปัญหาไม่สามารถประคองกิจการต่อไปได้
    จึงมีเสียงเรียกร้องผ่านหอการค้าไทยและหน่วยงานต่าง ๆ ให้รัฐบาลพิจารณามาตรการทางกฎหมาย ขอบข่ายการเปิดการค้าเสรี เพิ่มภาระ/ตัดกำลังต่อค้าปลีกขนาดใหญ่ อาทิ
    ห้ามค้าปลีกขนาดใหญ่เปิดสาขาในแหล่งชุมชนกลางเมือง
    กำหนดเวลาเปิดไม่ให้เปิดก่อนเที่ยง ไม่ให้เปิดบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง
ห้ามขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุน

ร่วมแสดงความคิดเห็น สนับสนุน หรือ คัดค้าน !
คลิกที่นี่


อ่านสนับสนุนต่อ คลิกที่นี่ณรงค์ โชควัฒนา
นักธุรกิจอิสระ
อ่านคัดค้านต่อ คลิกที่นี่ธนภณ ตังคณานันท์
ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา คาร์ฟูร์

ส นั บ ส นุ น

  คั ด ค้ า น  

  • ธุรกิจค้าปลีก ควรสงวนไว ้ให้คนอ่อนแอในชาติ
  • ควรอนุญาตให้ค้าปลีกขนาดใหญ่ เข้ามา เมื่อแรงงานค้าปลีกรายย่อยขาดแคลน
  • ขายต่ำกว่าราคาทุนเป็นไปเพื่อผูกขาดการค้า กลไกที่ทำให้เกิดการแข่งขันให้ผู้บริโภคได้ ประโยชน์จะไม่เกิดในระยะยาว
  • การลงทุนค้าปลีกขนาดใหญ่ ไม่ได้เพิ่มการจ้างงาน แต่กลับลดการจ้างงาน
  • โชห่วยอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
  • ธุรกิจของเราช่วยเกื้อหนุนโชห่วย ให้สามารถซื้อราคาถูกไปขายต่อ
  • ขายต่ำกว่าทุน เพราะต้นทุนต่ำกว่า ไม่มีนโยบายผูกขาดการค้า
  • ธุรกิจขนาดใหญ่มีมาตรฐาน ทำให้เกิดการจ้างงาน รัฐได้ภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
อ่านฝ่ายสนับสนุน คลิกที่นี่
click here
อ่านฝ่ายคัดค้าน คลิกที่นี่
click here
กลับไปหน้า สารบัญ

แล้วคุณล่ะ สนับสนุน หรือ คัดค้าน !
ต้องการ แสดงความคิดเห็นเพิ่ม คลิกที่นี่


แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น เ พิ่ ม เ ติ ม

ชื่อ-สกุล: *
E-Mail:
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม: *
*

 

พบเห็น ข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันแจ้ง ผู้ดูแลเว็ป (WebMaster) ขอบคุณครับ

ไอ้Kobotic กับไอ้ปิ๋ม ความคิดต่ำตื้นเสียจริงๆ เป็นพวกไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา การวิจารณ์ก็เป็นเรื่องของความคิดเห็นการว่าคนอื่นที่แสดงความคิดเห็นทุเรศเหลือหลาย อย่าเข้ามาในเว็บของคนมีความคิดแบบนี้อีกนะน้อง
ดก
- Friday, August 27, 2004 at 02:09:24 (EDT)

ไอ้Kobotic กับไอ้ปิ๋ม ความคิดต่ำตื้นเสียจริงๆ เป็นพวกไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา การวิจารณ์ก็เป็นเรื่องของความคิดเห็นการว่าคนอื่นที่แสดงความคิดเห็นทุเรศเหลือหลาย อย่าเข้ามาในเว็บของคนมีความคิดแบบนี้อีกนะน้อง
ดก
- Friday, August 27, 2004 at 02:09:05 (EDT)

แม้จะอยู่ในฐานะของผู้บริโภค ซึ่งต้องการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริโภคสินค้า ซึ่งยอมรับว่าในปัจจุบันตลาดได้เน้นการผลิตเพื่อบริโภคเป็นสำคัญ และในภาวะที่รัฐสนับสนุนเศรษฐกิจเพื่อเป้าหมายทางการค้าให้เพิ่มยอดมากขึ้น แต่เมื่อช่องว่างของกฎหมายอำนวยให้เกิดการลงทุนของบริษัทที่มีชาวต่างชาติจดทะเบียนนั้นมีมากแม้เพียงระยะสั้นเหมือนเราจะได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นด้านราคาสินค้า ระบบการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น การจ้างงาน ความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง ทั้งปัญหาตราสินค้าซึ่งคนไทยเองจะไม่มีตราสินค้าเป็นของตนเองด้วยเงื่อนไขการจ้างงานให้ผลิตสินค้าตามตราของบริษัทที่มีชาวต่างชาติเป็นนายทุน ปัญหามลพิษจากการตั้งอาคารสถานที่ การกดราคาของรายได้ที่จ้างให้กับแรงงาน เมื่อการผลิตมีมากผูกขาดไว้เพียงฝ่ายเดียว ทำให้เงื่อนไขต้องเป็นไปตามของธุรกิจขนาดใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
จุฑามาศ เอี่ยมสระศรี <[email protected]>
- Friday, April 11, 2003 at 01:08:03 (EDT)

ดูเหมือนว่า รัฐบาล จะไม่ให้ความสนใจที่จะดูแล ธุรกิจโชห่วย ของคนไทยแล้ว อนาคตอันใกล้นี้ โชห่วยคงหมดไป ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากเป็นสิ่งคู่กับบ้านเมืองและชุมชน มายาวนานมาก
วิทยา <[email protected]>
- Wednesday, January 22, 2003 at 03:48:44 (EST)

ความเป็นทาสทางความคิดด้านวัตถุนิยมบางครั้งก็ถูกบังตาด้วย"ราคา" จนมองข้ามถึงความพอดีว่า "ควรซื้อ" หรือ "ไม่ควรซื้อ" .. ผมไม่ตอแหล แล้วก็ไม่ปากเปาะ แต่ก็แน่ใจว่าตัวเองรักโชวห่วยมากกว่า "สะดวกซื้อ" .. รักในวิญญาณ รักในพื้นที่ความเป็น"ชาวบ้าน"ที่ใกล้เคียงกัน ไม่หลงไหลต่อความฟุ้งเฟ้อจอมปลอมและพร้อมจะล้วงเงินในกระเป๋าด้วยโปรโมชั่นต่าง ๆ นา ๆ .. เอาความสะดวกสะบาย และเอาเปรียบคู่แข่งขันบีบคอซับพลายเออซื้อของถูกกว่าเอามาขายตัดราคาล่อให้แมงเม่าบินเข้าไปซื้อถึงในห้าง .. แต่เคยสำนึกกันบ้างไหมว่า บิ๊กสโตร์เหล่านี้มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจไทยขนาดไหน .. ไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา ก็ส่งเสริม โลตัส แมคโคร คาร์ฟู ฯลฯ กันให้เต็มบ้านเต็มเมือง ให้คนไทยหยิบมือได้งานทำ แต่แรงงานที่แฝงตัวอยู่ในร้านชำเหล่านี้พากันตกงาน แล้วออกมาแย่งงานหัวหงอกหัวดำที่สรรเสริญ ค้าปลีกสัญชาติฝรั่งเหล่านี้ดูบ้างก็คงจะรู้สึกกันได้ดี .. รับเศษเงินเป็นค่าจ้างแรงงาน เปรียบเหมือนเศษเนื้อติดกระดูก .. สันนอกสันในส่งกลับบ้านปรนเปรอโครตเหง้าศักราช ก็ให้ได้รู้ไว้ว่า "เราคนไทย" เลี้ยงดูพวกมันนั่นเอง
ยอนละไม
- Friday, November 15, 2002 at 06:12:08 (EST)

คิดกันเองได้แล้วนะ คนไทยทั้งหลาย ! นี่มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวกันอีกต่อไปแล้ว เขามาขนเอาเงินเราไปมากพอหรือยัง? ถ้ายังก็ขนเอาเงินไปถมพวกห้างใหญ่ ๆ ทั้งหลายกันต่อไปแล้วอนาตคของท่านและลูกหลานท่านก็คงจะต้องไปทำงานในบริษัทของคนไทย(ในนาม)ที่ต้องคอยให้พวกฝรั่งมาคอยเดินตรวจการทำงาน แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อม(บนแผ่นดินสยาม)แถมด้วยยิ้มอย่างสยาม เฮ้ย...ทุกวันนี้ มันก็เป็นอยู่อย่างนี้แล้วนะครับ ไม่รู้ว่าจะไปสงสารใครดี ก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวกันทั้งนั้น สงสารก็แต่บรรพบุรุษของไทย(ไม่ขอบรรยายน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว หนัง+TV มีให้ดูกันถมถืด พอ ๆ กับที่ห้างใหญ่ ๆเขาขยันเปิด) ...................ไม่รู้ว่าจะมีไหมที่คนไทยทุกคนจะช่วยชาติกันอย่างจริงจัง อยากได้คนดี+คิดเป็นสำหรับผืนแผ่นดินไทยเยอะ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ภานุชา ศรีวราสาสน์ <nu_panucha>
- Sunday, October 20, 2002 at 05:53:36 (EDT)

สงสัยคนไทยอยากเป็นแบบประเทศอาเจนติน่า
เมเปิ้ล <[email protected],com>
- Tuesday, September 24, 2002 at 14:48:07 (EDT)

ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค เราก็มีสิทธิเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเองผิดตรงไหน จะให้มาซื้อผักผลไม้กิโลหนึ่งหนัก 8 ขีดนี่ก็ไม่ไหวหรอก
ปู <[email protected]>
- Saturday, June 29, 2002 at 07:12:23 (EDT)

พวกเรากำลังโดนครอบงำที่ละเล็กที่ละน้อยโดยที่ไม่รู้ตัว.ตอนนี้เรากำลังเริ่มเห็นสินค้าอุปโภคบริโภคยี่ห้อ LOTUS (Leader price) วางคู่กับสินค้าไทยโดยมีน่าตาที่แทบจะเหมือนกัน(แถมได้ตรา Thailand Best) โดยมีราคาที่ถูกกว่า ซี่งแน่นอนว่าต้องถูกกว่านื่องจาก ไม่ต้องมีค่าโฆษณา (เพราะเลียนแบบเขา),ไม่ต้องเสียค่ากินเปล่าในการรับสินค้าเข้าไปวางในห้าง (เจ้าของสินค้าอื่นต้องเสียให้กับห้างสินค้าละเป็นแสน), เงินค่าใบปลิวที่แจกไปตามบ้านก็ไม่ต้องเสีย (เพราะห้างจะบังคับเรียกเก็บจากสินค้าร่วมรายการรายอื่น) ...ฯลฯ การที่มีห้างเหล่านี้เข้ามาลงทุนไม่ใช่เรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยก็ก่อให้เกิดการแข่งขัน ให้ผู้ประกอบการในประเทศมีการพัฒนา ,ให้ผู้บริโภคใด้รับประโยชน์ แต่ในสภาพปัจจุบัน ผู้ประกอบการในประเทศไม่มีทางสู้ครับ แต่กำลังจะถูกกลืนกินไปเรื่อยๆ ถ้าคนไทยทั้งหมดไม่ช่วบกัน (รวมถึงรัฐบาลที่ต้องวางกฏเกณฑ์ให้เหมาะสม)
Roongroj <[email protected]>
- Sunday, June 23, 2002 at 14:21:59 (EDT)

พวกเรากำลังโดนครอบงำที่ละเล็กที่ละน้อยโดยที่ไม่รู้ตัว.ตอนนี้เรากำลังเริ่มเห็นสินค้าอุปโภคบริโภคยี่ห้อ LOTUS (Leader price)
Roongroj <[email protected]>
- Sunday, June 23, 2002 at 13:58:16 (EDT)

ถึงผู้ ที่รังเกียจ ร้านขนาดยักษ์ และปากว่าตาขยิบ ว่ารักโชห่วย ถามจริงๆ ครับ คุณซื้อของที่ไหนมากกว่ากันในปัจจุบันนี้ เอาความจริงมาพูดดีกว่าดัดจริต มือถือสาก ปากถือศีล ผมไม่ได้เชียร์ ว่า ห้างยักษ์ทำถูกต้องทุกอย่าง แต่ผมมองถึงประโยชน์ของผู้บริโภคส่วนมาก แล้วที่เปรียบเทียบกับอาร์เจน รวมทั้งคุณกานต์ ขอเชิญมาพนัน วางเงิน หรือจะเตะม้ามคนละทีก็ได้นะครับ ผมพนันได้เลยว่า ประเทศไทย ไม่มีวัน เป็นอย่างอาร์เจนฯ ด้วยเรื่องของ ห้างยักษ์ เหล่านี้เป็นอันขาด คุณว่ามาเลย ว่าจะเห็นผลในกี่ปี 1ปี หรือ 2ปี หรือ 4ปี ? (ตอนนี้ ก็ปล่อยเสรี ห้างยักษ์อยู่แล้ว) คุณมาร่างสัญญากันเลยครับ อย่าเอาแต่โว ส่งเสียงดัง พูดลอยลม ไม่มีใครรู้อนาคต แต่ผมอยากท้าเพราะเชื่อว่า เมืองไทยพิสดาร กว่าใครๆ ในโลก และเชื่อว่าไม่มีวันโดนยึดประเทศ เพียงเพราะจะมาอ้างเรื่องโชห่วย ไร้สาระเรื่องนี้หรอกครับ มั่วกันซะจริงๆ เล้ย
ปิ๋ม
- Saturday, June 15, 2002 at 19:44:52 (EDT)

การค้าขายปัจจุบันมันไรขอบเขตจริงๆหาคนที่จะหาซื้อของตามตลาดในร้านค้าที่เป็นตึกแถวนั้นน้อยมากแล้วเพราะการค้ามีทั่วไปหมดตลาดนัดของกินของใช้ถูกๆเปิดท้ายขายของตลาดนัดคลองถมและยังห้างไทยห้างฝรั่งที่ลดแลกแจกแถมและยังสามารถใช้บัตรเครดิตซื้อหาของมาใช้ก่อนจ่ายเงินทีหลังทำให้คนสามารถหมุนการใช้เงินในแต่ละเดือนชนเดือนดีขึ้น
pranee suttirut <[email protected]>
- Wednesday, May 01, 2002 at 09:25:46 (EDT)

ลองดูอาร์เจนตินาร์ซิครับ เสร็จพวกข้ามชาติ ที่อ้างค้าเสรี โดนไปเต็มๆทุกด้าน ไม่ว่าด้านค้าปลีกซึ่งเป็นของพวกข้ามชาติ, ด้านสื่อมวลชน ทำให้ต้องถูกกรอกหูจากข่าวต่างชาติเพียงด้านเดียว, นี่ยังไม่รวมด้านอื่นๆ อีกบานทะเล่อ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า, น้ำประปา, โทรศัพท์, ถนนหนทาง, ทางด่วน.......แจงไม่หมดครับ ยังมีอีกเยอะมาก ตกเป็นของต่างชาติหมดสิ้น ท่านทั้งหลายอยากทราบไหมครับว่าใช้เวลาเท่าใหร่ทั้งประเทศจึงเจ๊งฉิบหาย กลายเป็นข่าวทั่วโลกเมื่อเดือน กุมภาพันธ์.? คำตอบคือ ห้าปีครับ ตั้งแต่นำลัทธิค้าเสรีเฮงซวยมาใช้ในประเทศ ระยะเวลาเพียงตั้งแต่ไทยโดน IMF เล่นงาน จนถึงวันนี้เท่านั้น สามปีแรกสินค้าถูกมาก ผู้คนชอบใจ บอกให้เปิดอีกๆ เปิดเยอะๆ ชอบมากๆ แต่สองปีหลังครับ ราคาสินค้าพุ่งกระฉูด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะถูกผูกขาดไปแล้วนี่ ต้องจำยอมเป็นขี้ข้าต่างชาติ ผลิตสินค้าจากโรงงานใกล้บ้านตัว ไปขายให้ค้าปลีกจากต่างชาติเพราะถูกเป่าหูว่าจะเหมาซื้อหมดไม่ต้องห่วง แต่ค้าปลีกต่างชาติก็นำสินค้าตัวนั้น ทำจากโรงงานหลังบ้านนั่นแหละ มาขึ้นห้างปั๊มราคาตามใจชอบในสองปีหลัง ผลคือฉิบหายครับ ทรัพย์ก็ถูกดูดจากราคาที่สูง ยังไม่พอเงินทองที่จ่ายไปยังไหลออกไปให้ต่างชาติอีก สองปีเท่านั้นครับ สองปีครับ.......
Wat
- Wednesday, April 03, 2002 at 04:03:37 (EST)

สนับสนุนครับผม ติดตามเรื่องนี้มานานแล้ว ผมไม่ทราบว่าคุณๆที่คัดค้าน อ่านไม่จบ หรืออ่านแค่เผินๆ หรืออย่างไรจึงไม่เข้าใจในจุดที่เขาเขียน ส่วนใหญ่คุณๆที่คัดค้านมักจะมองในแง่ของตัวเองเป็นหลัก อาศัยว่า ตัวข้าสบายก็ดีแล้ว ส่วนรวมจะตายโหงก็ช่างมัน ไม่ค่อยคิดถึงอนาคตเท่าไหร่ ขอผ่านไปวันๆก็พอ ผมว่านี่ก็คือปัญหาหลักที่คนบางกลุ่มยังไม่เข้าใจนัก แถมโดนพวกทุนนิยมเป่าหูเข้าไปอีกบวกกับราคาที่ล่อใจในระยะสั้น เชื่อเถอะว่าคุณๆที่คัดค้านจะเห็นราคาสินค้าชนิดเดิมเพิ่มขึ้น ในอนาคตไม่ช้าก็เร็วขึ้นอยู่กับว่า พวกค้าปลีกจะรวบตลาดของผู้บริโภคได้เร็วแค่ไหน หากรวบได้เกือบหมด พวกค้าปลีกก็จะผูกขาด เมื่อถึงเวลานั้น ผมขอท้าพนันคุณๆ ที่คัดค้านทั้งหลายเลยว่าคุณคือผู้แพ้ที่แท้จริง และยากที่จะเอาคืนมาเพราะ ถึงตอนนั้น รายได้คุณก็ไม่มี(โช่ห่วยปิดไปแล้ว) แถมราคาสินค้าก็แพงอีก เพราะคุณไม่มีสิทธิกุมราคา(เสร็จพวกข้ามชาติไปแล้ว) แล้วคุณๆที่คัดค้านทั้งหลายครับ คุณๆจะทำอย่างไรครับ??????
กานต์
- Wednesday, April 03, 2002 at 03:14:21 (EST)

นักมวยจะชกกันยังต้องเทียบรุ่น เทียบนำหนัก มีกรรมาการที่คอยให้ความยุติธรรมและดูแลความปลอดภัย ให้ฝ่ายที่เสียเปรียบ แต่น่าเสียดายที่กรรมาการของเรายังไม่ทันเกมส์ ความหลากหลายควรต้องมีในหลายหลายวงการ ไม่จำกัดแค่ธุรกิจ สังคมที่มีความหลากหลาย จะเป็นสังคมที่สร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพ เราไม่สามารถห้ามการลงทุนจากต่างชาติได้ แต่เราเองก็มีสิทธิที่จะปกป้องภาคธุรกิจของเรามิให้เสียเปรียบหรือล่มสลาย การที่ร้านค้าปลีกร่วมมือกันเป็นสิ่งที่ดี แต่จะปล่อยให้เขาต่สู้อย่างเดียวดายไม่ได้ รัฐควรให้ความช่วยเหลือ มิฉะนั้นก็เหมือนดูเด็กชกกับผู้ใหญ่โดยมีกรรมาการยืนล้วงกระเป๋าคอยชูมือให้ผู้ชนะ
นาย อนุพงษ์ จักรขุเรือง <anupong_jukkhureung>
- Friday, March 15, 2002 at 09:28:14 (EST)

สนับสนุนในแง่การจำกัดโซนการขาย เพราะ เรื่องจริงคือHypermartทำให้การจราจรติดขัด และควรให้มีสวนหย่อมรอบๆ เพื่อสร้างให้เมืองของเราดูน่าอยู่ขึ้น การบังคับเวลาทำการ ก็เป็นเรื่องที่สมควร เราไม่อาจปล่อยให้ร้านค้าปลีกใกล้บ้านเจ๊งแล้วเราต้องขับรถไปซื้อของที่hypermart ไกลๆแล้วรถติดอีกต่างหาก hypermartจะพยายามสร้างhouse brandให้มากให้ครบทุกประเภท และสร้างอำนาจต่อรองกับsupplier ซึ่งทำให้supplierรายเล็ก หรือขนาดกลางไม่สามารถ ทำกำไรอย่างที่ควรจะได้ ไม่มีกำไรก็ไม่สามารถปรับปรุงสินค้า R&D ไม่มีเงินทำการตลาด ซึ่งหมายถึงไม่สามารถสร้างตราสินค้าให้แข็งเกร่งได้ สุดท้ายเมื่อคู่แข่งรายใหญ่ซึ่งสามารถปรับตัวได้กับhypermartก็จะอยู่ได้ แต่supplierรายเล็ก ถึงกลางจะอยู่ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองถึงsupplierรายใหญ่ ส่วนมาก(มากจริงๆ)เป็นของต่างชาติ ไปๆมาๆ ก็เงินไหลออกนอกประเทศอยู่ดีละครับ
dusit tiampanich <[email protected]>
- Wednesday, March 06, 2002 at 05:49:32 (EST)

ถ้าคุณเป็นข้าราชการจนๆ ที่อยู่บนป่าบนดอยคนหนึ่งและเป็นเจ้าของร้านชำเล็กๆ ร้านหนึ่ง มีเพียงรถเก่าๆ เพียงคันเดียว มีเวลาให้ร้านและครอบครัวเพียงเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ส่วนวันธรรมดามีเพียงแม่บ้านดูแลร้านกับลูกเท่านั้น คุณจะรู้ว่าการที่เราใช้วันหยุดเพียงวันเดียวไปซื้อของมาเติมร้านนั้น เป็นเพียงทางเลือกเดียวที่เราทำได้ จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องไปซื้อของจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มาเติมร้านโชห่วยของเรา หากจะต้องไปซื้อของร้านละเพียง 1-2 อย่างละก็ค่าน้ำมันกินเข้าไปเท่าไหร่แล้ว เราอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะสิ่งที่เราทำอยู่เป็นวงจรการค้าที่บริสุทธ์ที่สุดแล้ว หากไม่มีร้านค้าปลีกขนาดใหญ่คงลำบาก.....เจ้าของร้านโชห่วยในเครื่องแบบสีกากีเปื้อนฝุ่น.
ชิตวร กันเนื่อง <[email protected]>
- Wednesday, March 06, 2002 at 03:45:58 (EST)

ควรออกกฎหมายให้ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชนมากๆ (ที่ประเทศอื่นๆเขาก็ทำกันแบบนี้)โชว์ห่วยจะเป็นทางเลือกของผู้ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว รัฐบาลต้องรีบออกกฎหมายก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้ และร้านโชว์ห่วยทั่วประเทศจะพากันล้มละลายไปหมด เราไม่น่าจะมาเถียงกันว่าค้าปลีกขนาดใหญ่หรือโชว์ห่วยอะไรดีกว่าอะไร เพราะทั้งสองอย่างต่างมึข้อดีสำหรับผู้บริโภคถ้าอยู่ในที่ๆมันควรอยู่
อัญชลี <[email protected]>
- Monday, February 18, 2002 at 20:49:47 (EST)

การมีธุรกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมากขึ้นเพราะยิ่งเป็นสังคมแบบตัวใครตัวมันมากขึ้น เพราะการติดต่อค้าขายไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ไม่มีความผูกพันกันในสังคม ก็จะทำให้ไม่นึกถึงคนอื่น จะเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่
tanam <[email protected]>
- Monday, February 18, 2002 at 01:23:10 (EST)

พวกบิ๊กค้าปลีกเป็นพวกที่มีทุนสูง สามารถเข้าหาอำนาจรัฐได้ง่าย มีการล็อบบี้ หรืออาจติดสินบนเพื่อยับยั้งไม่ให้มีการออกกฎหมายที่ไม่เป็นคุณต่อพวกเขา ข้อเสียมีเยอะครับ อย่างที่บอกว่าจ้างงาน แต่จริง ๆ แล้วทำลายงานของคนในท้องถิ่นมากกว่า นั่นก็คือทำลายโอกาสของธุรกิจขนาดย่อม(โชว์ห่วย) คนส่วนหนึ่งไร้อาชีพไร้โอกาส ...... อาศัยช่องทางการจำหน่ายที่มีขนาดใหญ่โตบีบผู้ผลิตให้ได้ราคาต้นทุนต่ำ เอาเปรียบร้านค้าขนาดเล็กในขณะที่ตนเองมีกำลังมากกว่า ......... ถ้าหากบอกว่าเป็นการแข่งขันกัน ก็เท่ากับว่าแข่งขันไม่เป็นธรรม เพราะร้านค้าขนาดเล็กคงไม่มีปัญญาไปบีบผู้ผลิตให้ขายสินค้าราคาส่งให้ต่ำเช่นเดียวกับพวกบิ๊กค้าปลีกทั้งหลายได้ ....... ... ผลเสียที่สังคมไทยจะได้รับมีครับ .. หากวันใดที่ค้าปลีกพากันตายหมด เราคงไม่สามารถซื้อหากระปิน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ อย่างที่เคยซื้อแบบแบ่งขายจากอาซิ้มอาม้าได้อีก ....... หอม กระเทียม พริกขี้หนู คงต้องซื้อยกกิโลจากพวกนี้แห่งเดียวเท่านั้น ............. อย่าว่าแต่โชว์ห่วยตายเลย แม้แต่ตลาดสดเองก็อย่าหวังว่าจะไปทานพลังของพวกบิ๊กค้าปลีกได้ ลองพวกนี้เปิดใกล้ตลาดสดเมื่อไร อาณาคตของตลาดสดก็คงจะลงเอยเหมือนร้านโชว์ห่วย....... .. ช่วยกันต่อต้านพวกบิ๊กค้าปลีกทั้งหลายเถอะครับ เริ่มต้นถามตัวเองก่อนว่า ก่อนจะตัดสินใจพากันไปเดิน โลตัส คาร์ฟู แม็กโคร ฯลฯ จำเป็นมากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นเพราะว่างไม่รู้จะทำอะไรดี หาเรื่องอื่นทำเถอะครับเพราะไม่เช่นนั้นมันจะติดเป็นนิสัย "ว่างไม่รู้ทำอะไร ไปเดินโลตัสดีกว่า" อย่างนี้ไม่ดีแน่ ยิ่งหากมีลูกมีหลาน มีสถานที่ที่ดีกว่า ประเทีองปัญญากว่าสถานที่เหล่านี้เป็นไหน ๆ อย่างเช่น พาไปเล่นกีฬา พาไปวิ่งไปเดินเล่นสวนลุมฯ สวนรถไฟฯ พิพิธภัณท์เด็ก สวนสัตว์ฯ แล้วเด็กโตขึ้นจะมีสาระมากกว่ายึดติดกันแต่เรื่องวัตถุ เพราะsuper store เหล่านี้มีแต่สิ่งล่อตาล่อใจ และขยับเข้ามาใกล้บ้านพวกเรามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วครับ .......... ... ใกล้ตัวอีกอย่างนะครับ . เดี๋ยวนี้สภากาแฟที่มักเป็นที่เดียวกับร้านโชว์ห่วย ก็กำลังจะตายไปเพราะห้างเหล่านี้เช่นกัน ......... จริงอยู่ที่ส่วนหนึ่งเราอาจเห็นขี้เหล้าเมายาเป็นขาประจำ แต่ส่วนดีที่คนในชุมชนได้พูดคุย ปรับทุกข์ วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนครับ .......... พิจารณาเถอะครับว่าสังคมไทยกำลังจะถูกห้างเหล่านี้ทำลายหรือเปล่า ....... แล้วก็อย่าไปต่อว่าคุณณรงค์เลยครับว่าธุรกิจของแกจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือเปล่า ขอให้ดูที่ผลลงเอยที่เราอยากเห็นร่วมกันดีกว่านะครับอย่าไปขุดปูมหลังของแก อย่าเอานิสัยนักการเมืองมาใช้เลยนะครับ ........ อีกอย่างนะครับ ผมมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับร้านสะดวกซื้อที่เราเชื่อกันว่ามีการจัดการที่ดี และทันสมัย ......... บ่อยครั้งครับที่ผมจำเป็นต้องพาลูกเข้าไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ ผมสอนลูกให้เข้าแถวต่อท้ายคนที่มาก่อน แต่แล้วก็มีคนมีแทรกซื้อโดยไม่ยอมต่อแถว และพนักงานร้านสะดวกซื้อก็ขายให้คนพวกนี้หน้าตาเฉย ทั้ง ๆ ที่ผมตั้งใจอยากสอนให้ลูกมีวินัย ผมเองก็ไม่รู้จะตอบลูกว่าอย่างไรดี แต่ที่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ก็คือไม่พาลูกเข้าร้านสะดวกซื้ออย่างเด็ดขาดครับ ......... ... พูดถึงความเป็นสุภาพชนของพนักงาน super store ทั้งหลาย ใช่ครับพนักงานพวกนี้ดูดีครับ แต่ทำไมเราไม่มองว่านั่นคือระเบียบที่เขาต้องปฏิบัติตาม มันคือหน้ากากที่บริษัทกำหนดให้ใส่ไว้ตลอดเวลา แต่แท้จริงแล้วพวกเราไม่เคยเข้าถึงจิตรวิญญาณที่แท้จริงของพวกเขาหลอกครับ นอกจากหน้าตาที่เปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่าไร้วิญญาณครับ ........... .. อาซิ้ม อาม้า อาเจ๊ก อากง อาแปะ อาจดูพูดจาไม่ไพเราะหู แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน คนเหล่านี้ก็คือคนดีคนหนึ่ง หรือบางคนอาจไม่ใช่คนดีนัก แต่เราก็รู้จักนำใจ รู้ใจ รู้หน้ามากว่ารอยยิ้มที่เปื้อนหน้าอยู่ตลอดเวลา แต่หาความจริงใจไม่เจอครับ .......... เรื่องนี้อยากให้สังคมไทยมีสติ อย่ามองเพียงรูปสวยรูปหล่อที่ฉาบอยู่บนใบหน้าเท่านั้น ............. ช่วยพิจารณากันดี ๆ ก่อนเถอะครับคนไทยทุกท่าน
สุชิน ทองรัตน์
- Friday, February 08, 2002 at 09:17:15 (EST)

ผมเองก็เป็นเจ้าของร้าน show hwei คนหนึ่งเหมือนกัน และต้องใช้บริการจากห้างแมคโคร-โลตัสฯลฯ อยู่ตลอดเวลาเพราะต้องไปซื้อสินค้าจากห้างที่กล่าวถึงทุกๆ สัปดาห์เพื่อนำไปวางขายที่ร้านทุกๆ วันเสาร์(เนื่องจากเป็นข้าราชการและเปิดร้านโชว์ห่วยด้วย) มีความเห็นว่าน่าจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ถ้ามีการกำหนดมาตรการรณรงค์ต่อต้านห้างฯ เพราะสินค้าไม่แพง เลือกซื้อสะดวก บรรยากาศเย็นสบาย มีความสะดวกสบายครบครัน พนักงานสุภาพ เพราะการแต่งกายของเราบ่งบอกว่าเราเป็นสุภาพชนยิ่งให้เกียรติเราพร้อมทั้งพูดจากับเราดีเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นขอให้ร้านโชว์ห่วยทั้งหลายที่นอกจากจะโชว์ห่วยแล้ว การบริการรวมทั้งการพูดจากิริยามารยาทก็ห่วยด้วย จงนำข้อดีของห้างใหญ่ๆเหล่านั้นไปใช้บริการลูกค้าบ้าง บางร้านไม่สนใจลูกค้าว่าจะเป็นใคร จะพูดจะจาทั้งทีเหมือนไม่เต็มใจ ขอถามว่าสินค้าที่คุณนำมาวางขายในร้าน คุณจะไปซื้อที่ใหน ถ้าไม่มีร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เหล่านี้ หรือคุณจะไปซื้อที่ร้านโชว์ด้วยกันอีกครับ ขอคัดค้านมาตรการนี้ครับ
ชิตวร กันเนื่อง <[email protected]>
- Monday, December 31, 2001 at 01:57:18 (EST)

บังเอิญรู้จักกับเจ้าของร้านชำบางคน เคยถามถึงผลกระทบจากการที่ต้องแข่งกับห้างใหญ่ประเภทดิสเคาน์โตร์ เถ้าแก่เล่าให้ฟังว่า สัปดาห์แรกที่ห้างใหญ่เปิดตัว ถนนละแวกนี้แทบจะร้างผู้คนทั้ง ๆ ที่เป็นทำเลดีผู้คนจอแจ ยอดขายช่วงนั้นลดลงเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ของยามปกติ มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนหิ้วถุงสีสะดุดตาของห้างใหญ่ พ้นจากสัปดาห์แรกไปยอดขายกระเตื้องขึ้นมาบ้าง แต่ไม่เคยดีเท่าเดิมอีกเลย เถ้าแก่ได้ข้อมูลจากธนาคารว่าสัปดาห์แรกห้างใหญ่ทำยอดขายได้เกือบร้อยล้าน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ทางห้างวางไว้ ทั้งหมดนี้คือเหตุการณ์ก่อนเศรษฐกิจทรุด และห้างใหญ่ที่ว่านั้นก็อยู่ชานเมืองเถ้าแก่ท่าทางเป็นคนสุขุมมองการณ์ไกล มีประสบการณ์ค้าขายนับสิบ ๆ ปี แกบอกว่า กำลังจะมีห้างใหญ่อีกแห่งหนึ่งมาเปิดกลางเมือง แกทำนายว่า หากเปิดแล้วจะเกิดการแข่งขันอย่างหนักระหว่างห้างใหญ่ด้วยกัน และอาจเร่งให้ร้านชำเล็ก ๆ อย่างแกต้องปิดตัวผมถามว่าไม่สามารถปรับตัวเพื่อแข่งห้างใหญ่ได้เลยหรือ เถ้าแก่อธิบายว่า ร้านชำเล็ก ๆ ต้องปรับตัวตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะต้องแข่งขันกันอย่างหนักระหว่างร้านชำด้วยกันซึ่งไม่ว่าจะมองไปทางไหน จะต้องเห็นร้านของชำอย่างน้อยหนึ่งร้านเสมอ ยิ่งถ้าอยู่รอบ ๆ ตลาดสดแล้วละก็จะมีเป็นสิบ ๆ ร้านเลย แข่งขันกันจนมองหน้าไม่ติด แต่ไม่ว่าจะชับเคี่ยวกันขนาดไหน เนื่องจากแต่ละรายมีขนาดทุนใกล้เคียงกัน จึงยังพออยู่กันไปได้เป็นไปไม่ได้ที่ร้านโชห่วยจะหาสินค้ามาขายมาก ๆ อย่างห้างใหญ่ กำไรก็ไม่คุ้มที่จะติดแอร์ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ร้านโชห่วยหาที่จอดรถให้ลูกค้าเยอะ ๆ พอห้างใหญ่มาเปิด เถ้าแก่ก็รู้ซึ้งว่าการขายต่ำกว่าทุนนั้นเป็นอย่างไร คำว่าต่ำกว่าทุนหมายความว่าราคาที่ห้างวางขายต่ำกว่าต้นทุนที่เถ้าแก่ซื้อมา เป็นเพราะห้างใหญ่มีอำนาจการซื้อสูงจึงมีต้นทุนต่ำกว่า หรือไม่ก็ห้างใหญ่ยอมขาดทุนในสินค้าบางตัวบางเวลาเพื่อสร้างภาพว่าขายสินค้าถูก เถ้าแก่บอกว่า ปัจจุบัน แม้สินค้าบางตัวร้านชำไม่ได้ขายแพงกว่าห้างใหญ่แต่ลูกค้าก็ยังรู้สึกว่าแพง เคยถูกลูกค้าชี้หน้าด่าว่าขายของบางอย่างแพงกว่าห้างมาแล้ว บริษัทผู้ผลิตสินค้าสมัยก่อนเคยพะเน้าพะนอร้านโชห่วยมาก แต่เดี๋ยวนี้บางรายต้องขอร้องให้มาขาย บางรายพูดหน้าตาเฉยว่าไปซื้อของจากห้างใหญ่มาขายก็ได้ สิ่งที่เถ้าแก่กลัวมากที่สุดในการแข่งกับห้างใหญ่ คือวัฒนธรรมของชนชั้นกลางอันเป็นกำลังซื้อที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ทุกวันนี้คนชั้นกลางไม่ซื้อของจากร้านโชห่วย นอกจากเรื่องราคาและความสะดวกในการจอดรถแล้ว ยังเกิดจากทัศนคติที่ดูแคลนร้านโชห่วยอีกด้วย คนจำนวนมากยินดีซื้อแพงในร้านสะดวกซื้อมากกว่าจะเดินเข้าร้านโชห่วย (ร้านสะดวกซื้อเป็นธุรกิจข้ามชาติทุนขนาดใหญ่เหมือนดิสเคาน์สโตร์) ร้านสะดวกซื้อก็ดี ห้างใหญ่ก็ดีล้วนให้ความรู้สึกแก่ลูกค้าว่าเป็นคนทันสมัย ถือเป็นสัญลักษณ์ของมาตรฐานการครองชีพระดับสูง เวลาลูกค้าอยากได้ยาสีฟันซักหลอด ร้านโชห่วยหยิบยาสีฟันให้อย่างเดียว แต่ไม่สามารถให้ความรู้สึกหลอก ๆ ว่าเป็นคนมีระดับได้บางคนจะเข้าร้านโชห่วยทีนึงเหมือนกับจะต้องกลั้นใจ บ้างก็เข้ามาขอแลกเศษตังก์เท่านั้น เสร็จแล้วก็เดินไปเข้าร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้กัน เพื่อซื้อของที่ร้านเถ้าแก่ก็มีขายแถมราคาถูกกว่า บางครั้งไม่มีเศษตังก์ให้แลกยังถูกด่าเสียอีก เถ้าแก่บอกว่าไม่ว่าร้านโชห่วยหรือห้างใหญ่ก็ตาม ต่างก็มีความต้องการเดียวกันคือหากำไรให้ได้มากที่สุด การที่ห้างใหญ่ขายถูกกว่าไม่ใช่เพราะงกน้อยกว่า แต่เพราะห้างใหญ่ต้องการอาศัยความได้เปรียบด้านต่าง ๆ ช่วงชิงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เถ้าแก่พยากรณ์ว่า ถึงที่สุดแล้วร้านโชห่วยจะต้องค่อย ๆ ล้มหายตายจาก ทุกวันนี้มีร้านโชห่วยเปิดใหม่เรื่อย ๆ ก็จริง แต่เขาเหล่านั้นต้องไปเปิดขายตามต่างอำเภอ และภาวนาขออย่าให้ห้างใหญ่ไปขยายสาขาที่นั่น ถึงกระนั้นก็ตามร้านโชห่วยจะเติบโตได้อย่างจำกัด เพราะเมื่อไหร่ที่มีช่องทางที่ร้านโชห่วยจะขยายตัวเติบโตได้ ทุนขนาดใหญ่จะไหลเข้าไปอุดช่องทางนั้นทันทีเถ้าแก่รู้สึกยินดีที่มีความพยายามในการออกกฎหมายคุ้มครองธุรกิจขนาดเล็ก แต่แกคิดว่าสายไปแล้ว เวลานี้ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่สามารถคุมตลาดสำคัญ ๆ ได้เกือบหมดแล้ว และกำลังขยายอาณาจักรออกไปอีกให้ได้มากที่สุด ก่อนที่กฎหมายจะออกมา ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ทุนธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้มีพลังทางการเมืองมากกว่าธุรกิจขนาดเล็กหลายเท่า และเหนือสิ่งอื่นใด ชนชั้นกลางซึ่งมีพลังทางการเมืองเศรษฐกิจมากที่สุด ล้วนศรัทธาในตลาดเสรีอย่างไม่ลืมหูลืมตา
สมาชิกสารคดีเก่า
- Sunday, November 11, 2001 at 01:56:51 (EST)

เห็นด้วยที่จะมีการจำกัดบิ๊กค้าปลีกให้อยู่ในวงจำกัด จริงอยู่ที่เราเป็นประเทศเสรี และควรมีการค้าเสรี แต่อย่าลืมว่า สภาพตลาดของไทย ยังอิงระบบค้าปลีกส่วนใหญ่เกือบทั้งประเทศ การที่เปิดโอกาสให้กับร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ผมขอใช้คำว่าธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กจะเหมาะกว่ามีโอกาสการค้า ผมว่าน่าจะเป็นการเพิ่มงาน(ในกรณีที่ธุรกิจขนาดเล็กจ้างพนักงานเพิ่ม และกระจายรายได้ให้กับประชากรในระดับล่าง อาจจะไม่ตรงกับคอนเซ็ปของธุรกิจเสรี แต่เมื่อประชากรในท้องถิ่นมีรายได้มากขึ้น ก็จะมีการบริโภคมากขึ้น ทำให้มีการจับจ่ายสินค้าได้มากขึ้น
ครรชิต กู้โรจนวงศ์ <[email protected]>
- Tuesday, September 25, 2001 at 06:38:48 (EDT)

มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่เขามีชีวิตช่วงค่ำ การห้ามเปิด 24 ชม. เนี่ย พวกผมไม่มีสิทธิ์ที่จะซื้อของ หลบรถติด หลังสี่ทุ่มหรือครับ ??? การเปิดทุกวันเป็นเหมือนสัญญาบอกลูกค้า ว่าถ้าคุณมา ทางร้านก็มีของให้ แต่โชห่วย ถ้าเจ้าของร้านไม่ว่าง เขาก็ปิด เดินไปถึงร้านแล้วไม่มีของขาย การเปิดทุกวัน 24 ชม. เสียหายมากหรือครับ พวกผมไม่มีสิทธิ์หรือครับ ถ้าเขาขายไม่ดี เขาก็เจ๊งเองแหละครับ แล้วคนพูดว่าเอาการ์ดแต่งงานไปแจก super store ไม่ได้เพราะไม่รู้จักเนี่ย มันเกี่ยวพันกับการค้าหรือครับ ผมว่ามันเป็นผลทางอ้อมนะ ร้านโชห่วยที่ไม่ดี คุณจะเอาการ์ดไปแจกหรือครับ พนักงาน super store เขาก็มีสังคม เป็นคนเหมือนกัน เขาก็ได้รับ การ์ดแต่งงานเหมือนกัน ไม่ใช่ว่า ทำงานในนั้นแล้ว ห้ามคบใคร ห้ามไปงานใครๆ เพี้ยนจังเลยครับ เหตุผลที่ยกมาเรื่องโชห่วยทำนองนี้ ช่วยผู้บริโภคดีที่สุดครับ
KoBotic
- Friday, August 24, 2001 at 14:10:45 (EDT)

อยากถามว่าผู้สนันสนุนคุณณรงค์ว่า แล้วท่านทั้งหลาย.....ท่านช่วยซื้อร้านโชห่วยปีละกี่ครั้งและซื้อห้างข้ามชาติปีละกี่ครั้ง
2499
- Friday, August 24, 2001 at 03:02:57 (EDT)

ในความรู้สึกของตัวเองนั้น (อาจรวมทั้งผู้บริโภคท่านอื่นๆ) ต้องการสินค้าและบริการที่คุ้มค่ากับเงินที่ต้องออกจากระเป๋าเราไป แต่ค่อนข้างโชคร้ายค่ะไปซื้อของจากร้านโชห่วย (หลายๆร้าน) เป็นขนมแบบยกโหลค่ะ แล้วขอทางร้านดูวันหมดอายุ/วันผลิต (ซึ่งไม่ต้องแกะห่อออกดูก็ได้ ) ทางร้านบอกพึ่งมาใหม่ ไม่หมดอายุหรอก (น้ำเสียงแบบรำคาญ) เราก็เชื่อใจทางร้านและจำเป็นต้องซื้อด้วย พอซื้อไปหมดอายุเอามาเปลี่ยนก็เหมือนไม่เต็มใจให้เปลี่ยน แล้วก็บ่น ๆๆๆๆ เหมือนกับเราไปขอของฟรี (โชคร้ายค่ะที่เจอแบบนี้หลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะแถวเยาวราช) จึงทำให้มีทัศคติที่ไม่ค่อยดี ซึ่งตรงกันข้ามกับ discount store เรามาสามารถเลือกได้ ใช้เวลาในการพิจารณาสินค้าได้ ในฐานะคนไทยด้วยกันอยากสนับสนุนร้านค้าปลีกต่อไป และอยากขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทในการดูแลคุณภาพสินค้าที่เข้ามาวางขายในร้านโชห่วย รวมทั้งร้านโชห่วยเองคงต้องมีการปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเองให้ดี ถ้าเราทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราคนไทยด้วยกันต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้วค่ะ
พิมพ์ <[email protected]>
- Friday, August 17, 2001 at 00:10:02 (EDT)

ขอสนับสนุนคุณณรงค์ ในมุมมองด้านสังคม เพราะการค้าปลีกข้ามชาติทำให้เกิดการต่างคนต่างอยู่ ขาดความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร ในสังคม ทุกอย่างเป็นไปโดยหน้าที่ และการหวังผลประโยชน์ และผลกำไร มิได้เกิดขึ้นจากใจจริง อย่างเช่น คุณมีงานแต่งงานในบ้าน คุณจะเชิญเจ้าของห้างไปงานแต่งงานได้หรือไม่ นั่นเป็นเพราะการขาดความสัมพันธ์ในแบบที่เป็นสังคมไทยแต่เดิมมา
แสงรุ้ง พูลสุวรรณ <[email protected]>
- Wednesday, August 15, 2001 at 11:14:46 (EDT)

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคุณณรงค์ค่ะ เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่รัฐบาลของเราไม่มีมุมมองแบบนี้ การส่งเสริม SMEs ไม่ใช่แค่ปล่อยเงินกู้ สำคัญมากกว่าคือทำอย่างไรเขาจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนต่างหาก
sureephan senanuch <[email protected]>
- Wednesday, July 11, 2001 at 21:42:32 (EDT)

3ปีมาแล้วเกิดวิกฤติใหม่ๆ น้ำมันพืชขวดละ40 พอคาฟู กับ เทสโก (อังกฤษ กับ ฝรั่งเศษ เปิดกันคนละฝั่ง)ตอนนี้เป็น 18 บาท ทั้งที่ ค่าเงิน$จาก 25 เป็น 45 ผู้บริโภคระดับสุดท้ายเสียหาย ตรงไหน ลองมองกันที่ ระบบการค้าเสรี (แบบไม่หมกเม็ด) เช่น พอฝรั่งมาทำเป็น DTAC เหลือนาทีละ2บาท ทั่วไทย แล้วที่ผ่านมาโทร ไปเชียงใหม่นาทีละ 18 บาทล่ะ ปล้นกันหรือเปล่า อย่ากลัวคนไทยไม่กี่ตระกูล สูญเสียอำนาจทางธุรกิจ จนเอาภาระมาให้คนไทยทั้งประเทศมากนัก ใครทำการค้าจนรวย(สามารถแบบไม่หมกเม็ด) ก็ให้สรรพากรตามไปเก็บภาษี กับ VAT มาเจือสวัสดิการ ส่วนรวมดีกว่า
[email protected] <[email protected]>
- Tuesday, July 10, 2001 at 11:54:02 (EDT)

เห็นด้วยกับคุณณรงค์ แต่เราต้องจัดระบบร้านค้าปลีกใหม่ ต้องรวมกลุ่มกันเพื่อต่อรองกับผู้ผลิต และจัดระบบเพื่อลดต้นทุนให้ตํ่า และจะต้องสร้างจุดใดจุดหนึ่งให้เด่นกว่าบิ๊กค้าปลีกให้ได้ ไม่งั้นเจ๊งแน่
จิรสุทธิ์ <[email protected]>
- Saturday, July 07, 2001 at 08:40:56 (EDT)

สนับสนุน
กุลวัฒน์ ศรีสุข
- Wednesday, July 04, 2001 at 06:09:13 (EDT)

คนไทยที่ไม่มีงานทำมีอีกมาก จะได้มีโอกาส ค้าขาย หารายได้ ยิ่งในขณะนี้ไทยเราไม่มีทางสู้ต่างชาติได้เลย
สลิด เลิศสุดยอด <[email protected]>
- Monday, July 02, 2001 at 01:39:12 (EDT)

สารคดีฉบับเก่าๆ เคยสัมภาษณ์ คุณณรงค์ โชควัฒนา อ่านแล้วก็ศรัทธา และน่ายึดถือเป็นแนวคิด แต่ครั้งนี้ กลับตรงกันข้ามเป็นอย่างสูง เหมือนพยายามหาเหตุผลมาใส่เยอะๆ เพื่อปกป้องโชห่วย จนดูเหมือนกับว่า กิจการค้าส่ง สหพัฒน์ฯ ของท่านณรงค์ ขาดอำนาจต่อรองกับบรรดา super store จึงได้แสดงเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล กับการรังเกียจ super store... โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ไม่มีวันที่โชห่วย จะสูญพันธุ์ โชห่วยเปิดได้ไม่ยาก แค่พอมีทุน และไม่อยู่ในสถานที่ร้าง ก็จะมีผู้ซื้อ คงไม่มีใคร คิดจะซื้อแแปรงสีพันสักด้าม หรือถ่านไฟฉาย แล้วต้องนั่งสามล้อ แทกซี่ หรือรถส่วนบุคคล ไปซื้อ ตามโลตัส แมคโคร (แม้จะใกล้บ้าน) ทุกคนเลือกที่จะเดินไปซื้อจากโชห่วยที่ใกล้บ้านที่สุด หรือไม่ก็ซื้อจาก เซเว่น ที่ใกล้ที่สุด ถึงจะแพงกว่ากันก็ตาม (อีกนิด โชห่วยที่ขายบวกเกินราคา ก็เยอะ เพราะกำไรน้อยไปหรืออย่างไร) การคุ้มครองโชห่วย ด้วยกฏหมายสงวนอาชีพสำหรับคนในชาติ ผมว่าก็ยิ่งแปลก ปกติมักควรจะสงวนอาชีพที่เป็นงานฝีมือ ศิลปะวัฒนธรรม คำว่าคุ้มครอง ควรใช้กับผู้บริโภค ทั้งโชห่วย และ super store เป็นผู้ขาย ไม่ต้องคุ้มครองมากมั้งครับ น่าจะใช้คำว่า ให้ความช่วยเหลือมากกว่า...

ร้านโชห่วยนั้น อย่างที่บอกตอนต้น เปิดทำกิจการได้ไม่ยากนัก อาศัยการจดจำราคาสินค้าให้ดี และมักเป็นกิจการง่ายๆ เป็นการหมุนเงินในครัวเรือน ไม่มีการพัฒนารูปแบบมากนัก เมื่อลูกหลานเติบโต ก็รับช่วงต่อ หรือถ้าไม่ชอบทำ ก็ปิดร้านไป ตั้งแต่มีโชห่วยในประเทศไทยก็แทบไม่เห็นการพัฒนาไปจากเดิมนัก แค่เอาของวางๆ ขายๆ ดูแล้วก็ไม่ได้มีความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมไทย หรือขายของพื้นบ้านอย่างโชห่วยประเทศญี่ปุ่นที่จะต้องเก็บรักษา ...... การค้านั้นควรปล่อยแบบเสรี สิ่งไหนไม่พัฒนา ก็ต้องเลิกกิจการไป ที่สำคัญต่อให้เปิด super store รวม เซเว่นด้วย ก็ไม่สามารถเปิดได้ทุกหย่อมหญ้า และก็ไม่มีทางทำให้โชห่วยสูญพันธุ์ หรือในทางกลับกัน โชห่วยเปิดล้นประเทศ ก็ไม่ทำให้ super store เจ๊งเช่นกัน การเจ๊งมันไม่ได้เกิดจากผลขององค์ประกอบด้านเดียวโดยตรง... ทำให้รู้สึกว่า ทางสารคดี นำเรื่องสองเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันนัก มาเปรียบมวยกันเพื่อโหวต สนับสนุน-คัดค้าน (ดี-เลว ขาว-ดำ) ซึ่งในโลกความเป็นจริง มันไม่ใช่การ์ตูนขนาดนั้น ที่มีแค่ ดี-เลว อีกทั้งสารคดี ก็มักเสนอเรื่องโหวต ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวพันกันหลายครั้ง หรือไม่น่าหยิบยกขึ้นมา หรือต้องการผลเพียง ขาว-ดำ ดี-เลว ชัดเจน เพราะมีแต่จะทำให้คนไทยแบ่งแยกฝ่ายกัน มากกว่าจะได้สิ่งดีๆ จากการโหวต..... ทั้งสองอย่างเกี่ยวพันกันก็ในเรื่องของขนาดใหญ่กับเล็ก และทำเลที่แย่งกัน สิ่งที่ควรจะควบคุมน่าจะเป็นเรื่องสัดส่วนของผู้ถือหุ้น หรือกิจการนั้นเป็นของคนไทย (ส่วนใหญ่) หรือเปล่ามากกว่า ผมเองก็ซื้อของทั้งจากโชห่วย เซเว่น และ super store การจะซื้อของที่ super store ก็มักต้องมีรถ และไปเดือนละครั้ง ซื้อคราวละเยอะๆ แม้จะใกล้บ้าน หรือแอร์เย็นเพียงใด ก็ไม่นิยมไปเดินเล่นครับ

อีกเหตุผลที่คุณณรงค์ยกมา เรื่องห้ามขายต่ำกว่าทุน เพราะเป็นการผูกขาด และห้ามขายต่ำกว่าทุนเพื่อช่วยโชห่วย ผมว่าอันนี้ยิ้งติงต๊องหนัก แทนที่จะคุ้มครองผู้บริโภค ใครขายของถูก ของดี ให้ซื้อที่นั้น กลับห้ามขายถูก และเช่นกันหาก super store ที่หนึ่ง ขายราคาต่ำได้ super store ที่สองก็ย่อมจะต้องหาทางทำให้ได้ใกล้เคียงเช่นกัน ยิ่งเกิดการแข่งขัน... ต่อให้เหลือ super store ที่หนึ่งขายต่ำกว่าทุนเพียงเจ้าใหญ่เจ้าเดียว เจ้าอื่นเจ๊งหมด แล้วเขาผูกขาดตลาด คิดหรือครับว่า super store ที่หนึ่งมีมันสมองฉลาดอยู่เจ้าเดียว เจ้าอื่นจะเปิดใหม่ มาขายตัดราคาแข่งคนผูกขาดตลาดไม่ไหว? อ่านแล้วหงุดหงิดสิ้นดี จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีเหตุผลในทำนองนี้ออกมาได้ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ super store หรือมีส่วนได้เสีย ผมก็เป็นผู้บริโภคคนหนึ่ง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ ต่อตัวเรา ไม่ทำร้ายใคร เราก็เลือกทางนั้นแหละครับ ขนาดแมคโคร, โลตัส, ตั้งฮั่วเส็ง มีสินค้าราคาต่างกันบาทเดียว แม่และน้องสาวผม ยังช่วยกันดู แล้วไปซื้อที่ๆ ถูกกว่า แม้จะไกลหน่อย แต่พอดีมีรถ พวกเขาก็มีเวลาว่างพอจะเลือก และสนุกที่จะได้เลือก แน่นอนว่า โชห่วยต้องปิดตัวลงไปบ้าง ในทำเลดีๆ ที่ super store ไปเปิด แต่ก็ไม่มีวันสูญพันธุ์แน่นอน ขนาดเซเว่นเอง ขาดทุนเจ๊งก็เยอะ... ไม่ใช่ว่า super store หรือเซเว่น จะขยายกิจการเข้าไปทั่วถึงทุกซอกทุกซอย จนโชห่วยเจ๊งหมด เพราะขนาด+รูปแบบของร้านเหล่านั้น ไม่สามารถลงไปสู้กับโชห่วยในพื้นที่ย่อยๆ ได้หรอกครับ กรณีของไมโครซอฟท์ที่นำมาอ้าง ก็บิดเบือนไปหน่อยครับ กรณีนั้น เขาแทบจะผูกขาดอยู่แล้ว (แต่ก็ไม่ใช่เหลือหนึ่งเดียวอยู่ดี) รัฐถึงหาทางเชือด โดยส่วนตัวผมก็เข้าข้างไมโครซอฟท์ในกรณีที่แจกบราวเซอร์ฟรี เพราะผู้บริโภคได้ประโยชน์ วันใดเก็บตัง ก็ไปใช้อันอื่นมีอีกเยอะแยะ ขนาดโปรแกรมโอเปร่าซึ่งขาย-ไม่แจกฟรี ยังหาจุดแข็งสู้ได้เลย โปรแกรมเนทสเคปใหม่ๆ ก็มีปัญหาเยอะแยะ แถมศาลอุธรณ์ก็ไม่เห็นด้วย และเด้งเรื่องกลับไปศาลชั้นต้นพร้อมเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาด้วย (ท่าทางผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะมั่วนิ่ม จ้องจะเชือดอย่างเดียว)... หาจุดแข็งของโชห่วย แล้วช่วยเขาพัฒนารูปแบบการค้า หรือขายสินค้าพื้นบ้าน หรือจัดอบรม (ถ้าโชห่วยต้องการ) จะดีกว่า มาเรียกร้องทางกฏหมาย กับการค้าเสรี และคุ้มครองโชห่วยแบบไร้สาระ ไร้เหตุผลเช่นนี้... ผมเสียดายพวกหาบเร่ ปลากริมไขเต่าในหม้อแบบที่ถ่วงแม่นาค ขนมถ้วยฟูในหาบกระจกใบเล็ก รถปั่นสายไหม ขนมน้ำตาล ที่เหลือน้อยลง และไม่มีที่ส่งเสริมการขายให้เขา มากกว่าเสียอีก แลเป็นวัฒนธรรมไทยกว่าด้วย....

ขอเพียงพวกเรา ที่โหวตสนับสนุนโชห่วยให้ตัดกำลังบิ๊กค้าปลีก ทั้งหลาย ช่วยกันซื้อของที่โชห่วย หรือหยุดซื้อที่ super store ใช้การกระทำ ไม่ใช่แค่ปาก หรือพิมพ์แสดงความคิดว่า ฉันรักโชห่วยเหลือเกิน (หรือเรียกว่า ดัดจริต ปากว่าตาขยิบ) เท่านี้โชห่วยก็ไม่มีอาการอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้วครับ

ชายคนหนึ่ง
- Saturday, June 30, 2001 at 08:43:35 (EDT)

ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้อีกไม่ถึง20ปี เราก็จะเป็นทาสต่างชาติ...ทำไมคนไทยไม่ตาสว่างซะที เหมือนเค้าเอาของหวานที่เคลือบยาพิษมาล่อยังไม่รู้ตัว... ถ้าคุณไม่เชื่อผมขอยกตัวอย่างยา...คุณติดตามข่าวดูสิแล้วจะรู้
เศร้า
- Thursday, June 28, 2001 at 16:12:09 (EDT)